Bangpakok Hospital

ปัจจัยเสี่ยง นิ่วทางเดินปัสสาวะ

7 ต.ค. 2569


นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ (
Bladder Stone)
   นิ่ว คือก้อนของสาร หรือแร่ธาตุที่ตกตะกอนจากปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะ เกิดจากการที่มีปัสสาวะตกค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ โดยอาการจะรุนแรงแตกต่างกันออกไป เช่น ปวดท้อง หรือปัสสาวะมีเลือดปน อย่างไรก็ตาม ก้อนนิ่วที่มีขนาดเล็กจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะได้เอง และไม่ก่อให้เกิดอาการใด ๆ แต่บางรายก็จำเป็นต้องรักษาด้วยการรับประทานยา หรือผ่าตัด เพราะหากปล่อยไว้อาจทำให้ติดเชื้อ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
สาเหตุของการเกิดนิ่ว
  • กรรมพันธุ์  ผู้ป่วยที่มีพ่อแม่เป็นโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะก็จะมีโอกาสที่จะเป็นโรคนิ่วเช่นเดียวกันได้
  • อายุและเพศ นิ่วในไต พบได้ในชายมากกว่าหญิง ถึง 2 ต่อ 1 พบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก
  • ความผิดปกติในการทำงานของต่อมพาราไทรอยด์ ซึ่งหลั่ง hormone ที่ควบคุมสาร calcium ออกมามากกว่าปกติ
  • มีการตีบแคบของระบบทางเดินปัสสาวะ ทำให้น้ำปัสสาวะคั่งค้าง การตีบแคบนี้อาจมีมาแต่กำเนิด หรือเกิดขึ้นภายหลัง
  • ความเข้มข้นของน้ำปัสสาวะ เกิดจากมีสารต่างๆ ถูกขับออกมาในน้ำปัสสาวะมากกว่าปกติ หรือเกิดจากการที่ผู้ป่วยดื่มน้ำน้อยกว่าปกติ หรือสูญเสียน้ำจากร่างกายทางด้านอื่นมาก เมื่อปัสสาวะเข้มข้นสูง โอกาสที่สารละลายในปัสสาวะจะตกผลึก ก็มีมากขึ้น
  • การอักเสบการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
  • ยา บางอย่าง ทำให้เกิดนิ่วได้ ยาลดกรดที่กินอยู่เป็นเวลานานๆทำให้ปัสสาวะมีฤทธิ์เป็นด่าง จะเกิดนิ่วพวกphosphate ได้ง่าย
  • อาหารที่รับประทาน เช่น ชอบทานอาหารจำพวกเครื่องในสัตว์ ยอดผัก สาหร่าย จะทำให้เกิดกรดยูริคได้ และการกินอาหารจำพวกผักที่มีสารออกซาเลต สูง เช่น ผักโขม หน่อไม้ ชะพลู เป็นต้น
อาการของนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
   ผู้ป่วยมักไม่ค่อยมีอาการแสดง แพทย์มักตรวจพบได้โดยบังเอิญจากการเอกซเรย์ช่องท้องจากโรคอื่น ๆ เช่น ปวดท้อง หรือปวดหลัง ส่วนในรายที่แสดงอาการ จะมีอาการที่พบได้บ่อยคือ
  • ปวดท้องน้อยเรื้อรัง อาจร่วมกับปวดหลังเรื้อรัง
  • การปัสสาวะผิดปกติ หรือมีอาการขัดเบา (เนื่องจากก้อนนิ่วลงไปอุดกั้นท่อปัสสาวะ) ทำให้ปัสสาวะกะปริดกะปรอย ปัสสาวะลำบาก ปวดเบ่งคล้ายว่ายังถ่ายปัสสาวะไม่สุด ปวดแสบปวดร้อน ปัสสาวะสะดุดและออกเป็นหยด ปัสสาวะบ่อย หรือปัสสาวะไม่ออก กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • ผู้ป่วยบางรายอาจปัสสาวะออกเป็นเลือดหรือมีสีน้ำตาลล้างเนื้อ หรืออาจถ่ายปัสสาวะเป็นก้อนนิ่ว หรือเม็ดกรวดทรายเล็ก ๆ หรือปัสสาวะขุ่นขาวเหมือนมีผงแป้งปนอยู่
  • หากก้อนนิ่วตกลงไปอุดกั้นท่อปัสสาวะ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องน้อยมาก ปัสสาวะไม่ออก และมีปัสสาวะคั่งอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ
  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย ทำให้มีอาการปวดท้องน้อย ปวดหลัง ปัสสาวะแสบปวดร้อน โดยเฉพาะตอนปัสสาวะสุด มีไข้ ปวดเนื้อตัว และอาจมีอาการปวดข้อร่วมด้วย
การวินิจฉัยนิ่วทางเดินปัสสาวะ
   การตรวจวินิจฉัยนิ่วจะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการและรังสี เพื่อประเมินขนาด ตำแหน่ง และผลกระทบที่เกิดขึ้นของนิ่วก่อนการรักษา ดังนี้
วิธีตรวจที่ใช้
  • ตรวจปัสสาวะ เพื่อหาความผิดปกติ เช่น การมีเม็ดเลือดแดงเชิงจุลภาคหรือเซลล์อักเสบ
  • ตรวจเลือด เพื่อประเมินการทำงานของไตและความสมดุลของแร่ธาตุ
  • อัลตราซาวด์ (Ultrasound) เพื่อดูตำแหน่งของนิ่วในไตหรือท่อปัสสาวะ
  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เป็นการตรวจที่ให้ภาพละเอียดเพื่อระบุขนาดและตำแหน่งของนิ่วได้ดี
แนวทางการรักษานิ่วทางเดินปัสสาวะ
การรักษานิ่วขึ้นอยู่กับขนาดของก้อน ตำแหน่งของนิ่ว และอาการที่เกิดขึ้น โดยปกติแล้วแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสม ดังนี้
  • การรักษาเบื้องต้น
  1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ปัสสาวะเจือจางและช่วยขับนิ่วขนาดเล็กออกทางปัสสาวะเอง
  2. การใช้ยา เพื่อช่วยลดอาการปวดหรือช่วยละลายนิ่วบางชนิดในกรณีที่สามารถละลายได้
  • การรักษาเฉพาะทาง
  1. การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทกภายนอกร่างกาย (ESWL) ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงให้ก้อนนิ่วแตกเป็นชิ้นเล็กแล้วขับออกได้
  2. การส่องกล้องผ่านทางเดินปัสสาวะ เพื่อเอานิ่วออกหรือกรอให้เล็กลงก่อนนำออก
  3. การผ่าตัด ใช้ในกรณีที่นิ่วมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะสลายหรือส่องกล้องได้
การป้องกันนิ่วในกระเพาะปัสสาวะเกิดซ้ำ
นิ่วในทางเดินปัสสาวะมีโอกาสเกิดซ้ำได้สูง การป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำหลังรักษาจึงมีความสำคัญ ดังนี้
  • ดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ ปริมาณที่เหมาะสมประมาณวันละ 2–3 ลิตร ขึ้นกับกิจกรรมและสภาพแวดล้อม
  • ลดอาหารที่มีสารก่อผลึกสูง เช่น อาหารรสเค็ม เครื่องในสัตว์ หรืออาหารที่มีสารออกซาเลตมาก
  • ควบคุมน้ำหนัก และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ตรวจสุขภาพตามคำแนะนำแพทย์ เพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนหรือการเกิดซ้ำ
การปฏิบัติตามแนวทางป้องกันและปรับพฤติกรรมจะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้คุณมีสุขภาพทางเดินปัสสาวะที่ดีขึ้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการนัดหมายแพทย์ เพื่อทำการปรึกษา
โทร. 0-2109-1111 , 0-2109-2222
Go to top
Copyright © 2015 Bangpakok Hospital All rights reserved.