ปัจจัยเสี่ยง นิ่วทางเดินปัสสาวะ

นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ (Bladder Stone)
นิ่ว คือก้อนของสาร หรือแร่ธาตุที่ตกตะกอนจากปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะ เกิดจากการที่มีปัสสาวะตกค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ โดยอาการจะรุนแรงแตกต่างกันออกไป เช่น ปวดท้อง หรือปัสสาวะมีเลือดปน อย่างไรก็ตาม ก้อนนิ่วที่มีขนาดเล็กจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะได้เอง และไม่ก่อให้เกิดอาการใด ๆ แต่บางรายก็จำเป็นต้องรักษาด้วยการรับประทานยา หรือผ่าตัด เพราะหากปล่อยไว้อาจทำให้ติดเชื้อ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
สาเหตุของการเกิดนิ่ว
- กรรมพันธุ์ ผู้ป่วยที่มีพ่อแม่เป็นโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะก็จะมีโอกาสที่จะเป็นโรคนิ่วเช่นเดียวกันได้
- อายุและเพศ นิ่วในไต พบได้ในชายมากกว่าหญิง ถึง 2 ต่อ 1 พบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก
- ความผิดปกติในการทำงานของต่อมพาราไทรอยด์ ซึ่งหลั่ง hormone ที่ควบคุมสาร calcium ออกมามากกว่าปกติ
- มีการตีบแคบของระบบทางเดินปัสสาวะ ทำให้น้ำปัสสาวะคั่งค้าง การตีบแคบนี้อาจมีมาแต่กำเนิด หรือเกิดขึ้นภายหลัง
- ความเข้มข้นของน้ำปัสสาวะ เกิดจากมีสารต่างๆ ถูกขับออกมาในน้ำปัสสาวะมากกว่าปกติ หรือเกิดจากการที่ผู้ป่วยดื่มน้ำน้อยกว่าปกติ หรือสูญเสียน้ำจากร่างกายทางด้านอื่นมาก เมื่อปัสสาวะเข้มข้นสูง โอกาสที่สารละลายในปัสสาวะจะตกผลึก ก็มีมากขึ้น
- การอักเสบการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
- ยา บางอย่าง ทำให้เกิดนิ่วได้ ยาลดกรดที่กินอยู่เป็นเวลานานๆทำให้ปัสสาวะมีฤทธิ์เป็นด่าง จะเกิดนิ่วพวกphosphate ได้ง่าย
- อาหารที่รับประทาน เช่น ชอบทานอาหารจำพวกเครื่องในสัตว์ ยอดผัก สาหร่าย จะทำให้เกิดกรดยูริคได้ และการกินอาหารจำพวกผักที่มีสารออกซาเลต สูง เช่น ผักโขม หน่อไม้ ชะพลู เป็นต้น
อาการของนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
ผู้ป่วยมักไม่ค่อยมีอาการแสดง แพทย์มักตรวจพบได้โดยบังเอิญจากการเอกซเรย์ช่องท้องจากโรคอื่น ๆ เช่น ปวดท้อง หรือปวดหลัง ส่วนในรายที่แสดงอาการ จะมีอาการที่พบได้บ่อยคือ
- ปวดท้องน้อยเรื้อรัง อาจร่วมกับปวดหลังเรื้อรัง
- การปัสสาวะผิดปกติ หรือมีอาการขัดเบา (เนื่องจากก้อนนิ่วลงไปอุดกั้นท่อปัสสาวะ) ทำให้ปัสสาวะกะปริดกะปรอย ปัสสาวะลำบาก ปวดเบ่งคล้ายว่ายังถ่ายปัสสาวะไม่สุด ปวดแสบปวดร้อน ปัสสาวะสะดุดและออกเป็นหยด ปัสสาวะบ่อย หรือปัสสาวะไม่ออก กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
- ผู้ป่วยบางรายอาจปัสสาวะออกเป็นเลือดหรือมีสีน้ำตาลล้างเนื้อ หรืออาจถ่ายปัสสาวะเป็นก้อนนิ่ว หรือเม็ดกรวดทรายเล็ก ๆ หรือปัสสาวะขุ่นขาวเหมือนมีผงแป้งปนอยู่
- หากก้อนนิ่วตกลงไปอุดกั้นท่อปัสสาวะ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องน้อยมาก ปัสสาวะไม่ออก และมีปัสสาวะคั่งอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ
- กระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย ทำให้มีอาการปวดท้องน้อย ปวดหลัง ปัสสาวะแสบปวดร้อน โดยเฉพาะตอนปัสสาวะสุด มีไข้ ปวดเนื้อตัว และอาจมีอาการปวดข้อร่วมด้วย
การวินิจฉัยนิ่วทางเดินปัสสาวะ
การตรวจวินิจฉัยนิ่วจะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการและรังสี เพื่อประเมินขนาด ตำแหน่ง และผลกระทบที่เกิดขึ้นของนิ่วก่อนการรักษา ดังนี้
วิธีตรวจที่ใช้
- ตรวจปัสสาวะ เพื่อหาความผิดปกติ เช่น การมีเม็ดเลือดแดงเชิงจุลภาคหรือเซลล์อักเสบ
- ตรวจเลือด เพื่อประเมินการทำงานของไตและความสมดุลของแร่ธาตุ
- อัลตราซาวด์ (Ultrasound) เพื่อดูตำแหน่งของนิ่วในไตหรือท่อปัสสาวะ
- เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เป็นการตรวจที่ให้ภาพละเอียดเพื่อระบุขนาดและตำแหน่งของนิ่วได้ดี
แนวทางการรักษานิ่วทางเดินปัสสาวะ
การรักษานิ่วขึ้นอยู่กับขนาดของก้อน ตำแหน่งของนิ่ว และอาการที่เกิดขึ้น โดยปกติแล้วแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสม ดังนี้
- การรักษาเบื้องต้น
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ปัสสาวะเจือจางและช่วยขับนิ่วขนาดเล็กออกทางปัสสาวะเอง
- การใช้ยา เพื่อช่วยลดอาการปวดหรือช่วยละลายนิ่วบางชนิดในกรณีที่สามารถละลายได้
- การรักษาเฉพาะทาง
- การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทกภายนอกร่างกาย (ESWL) ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงให้ก้อนนิ่วแตกเป็นชิ้นเล็กแล้วขับออกได้
- การส่องกล้องผ่านทางเดินปัสสาวะ เพื่อเอานิ่วออกหรือกรอให้เล็กลงก่อนนำออก
- การผ่าตัด ใช้ในกรณีที่นิ่วมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะสลายหรือส่องกล้องได้
การป้องกันนิ่วในกระเพาะปัสสาวะเกิดซ้ำ
นิ่วในทางเดินปัสสาวะมีโอกาสเกิดซ้ำได้สูง การป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำหลังรักษาจึงมีความสำคัญ ดังนี้
- ดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ ปริมาณที่เหมาะสมประมาณวันละ 2–3 ลิตร ขึ้นกับกิจกรรมและสภาพแวดล้อม
- ลดอาหารที่มีสารก่อผลึกสูง เช่น อาหารรสเค็ม เครื่องในสัตว์ หรืออาหารที่มีสารออกซาเลตมาก
- ควบคุมน้ำหนัก และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ตรวจสุขภาพตามคำแนะนำแพทย์ เพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนหรือการเกิดซ้ำ
การปฏิบัติตามแนวทางป้องกันและปรับพฤติกรรมจะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้คุณมีสุขภาพทางเดินปัสสาวะที่ดีขึ้น
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการนัดหมายแพทย์ เพื่อทำการปรึกษา
โทร. 0-2109-1111 , 0-2109-2222